busforex

เข้าสู่ระบบ



คงสถานะการเข้าระบบไว้ตลอด
banner
banner
Exness Broker Forex
โบนัส 10 ปี XM
ข่าว Forex ข่าวเศรษฐกิจโลก

สรุปข่าวต่างประเทศประจำวันที่น่าสนใจ

ตอบ470 อ่าน9736
narjant
04 กันยายน 2019, 11:19:54 น.
ขอบคุณครับ
แชร์กระทู้นี้
narjant Hero Member กระทู้: 1069
ขอบคุณครับ
แชร์กระทู้นี้
banner
banner
banner
banner
banner
banner
boss2000
04 กันยายน 2019, 11:30:41 น.
ขอบคุณครับ 
boss2000 Sr. Member กระทู้: 382
ขอบคุณครับ 
tuinui
04 กันยายน 2019, 12:44:08 น.
นายรอน ไวย์เดน ดี-โอโร วุฒิสมาชิกสหรัฐ ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้บริหารของเฟซบุ๊กควรถูกตัดสินจำคุก ในข้อหาที่นำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปใช้ในทางมิชอบ

นายไวย์เดน กล่าวว่า "มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กได้โกหกชาวอเมริกันเกี่ยวกับระบบความเป็นส่วนตัว ผมคิดว่าเขาควรถูกตัดสินจำคุก"
"เขาทำร้ายผู้คนมากมาย" นายไวย์เดนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วิลลาแมทท์ วีคลี่
ทั้งนี้ ในปี 2561 นายไวย์เดนได้เสนอร่างกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐในการลงโทษบริษัทที่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งรวมถึงการเสียค่าปรับและการจำคุกผู้บริหาร

ส่วนในช่วงปลายเดือนก.ค.ปีนี้ เฟซบุ๊กได้ยินยอมจ่ายค่าปรับจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 155,000 ล้านบาท เพื่อยุติการสอบสวนกรณีที่เฟซบุ๊กปล่อยให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานรั่วไหล โดยค่าปรับดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดเท่าที่คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FTC) เคยสั่งปรับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากที่ FTC สั่งปรับบริษัทกูเกิลจำนวน 22.5 ล้านดอลลาร์ในข้อหาเดียวกันในปี 2555

ทั้งนี้ ค่าปรับ 5 พันล้านดอลลาร์เทียบเท่ากับรายได้ราว 9% ของเฟซบุ๊กในปี 2561
นอกจากนี้ นายซัคเคอร์เบิร์กยังต้องยื่นรายงานเป็นรายไตรมาสต่อ FTC เพื่อแสดงว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมทั้งให้การรับรองเป็นรายปีต่อการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037098
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
นายรอน ไวย์เดน ดี-โอโร วุฒิสมาชิกสหรัฐ ได้กล่าวแสดงความเห็นว่า นายมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ผู้บริหารของเฟซบุ๊กควรถูกตัดสินจำคุก ในข้อหาที่นำข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าไปใช้ในทางมิชอบ

นายไวย์เดน กล่าวว่า "มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กได้โกหกชาวอเมริกันเกี่ยวกับระบบความเป็นส่วนตัว ผมคิดว่าเขาควรถูกตัดสินจำคุก"
"เขาทำร้ายผู้คนมากมาย" นายไวย์เดนให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วิลลาแมทท์ วีคลี่
ทั้งนี้ ในปี 2561 นายไวย์เดนได้เสนอร่างกฎหมายที่ให้อำนาจแก่คณะกรรมาธิการการค้าของสหรัฐในการลงโทษบริษัทที่ละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า ซึ่งรวมถึงการเสียค่าปรับและการจำคุกผู้บริหาร

ส่วนในช่วงปลายเดือนก.ค.ปีนี้ เฟซบุ๊กได้ยินยอมจ่ายค่าปรับจำนวน 5 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 155,000 ล้านบาท เพื่อยุติการสอบสวนกรณีที่เฟซบุ๊กปล่อยให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานรั่วไหล โดยค่าปรับดังกล่าวถือว่าสูงที่สุดเท่าที่คณะกรรมาธิการการค้าของรัฐบาลกลางสหรัฐ (FTC) เคยสั่งปรับบริษัทในกลุ่มเทคโนโลยี หลังจากที่ FTC สั่งปรับบริษัทกูเกิลจำนวน 22.5 ล้านดอลลาร์ในข้อหาเดียวกันในปี 2555

ทั้งนี้ ค่าปรับ 5 พันล้านดอลลาร์เทียบเท่ากับรายได้ราว 9% ของเฟซบุ๊กในปี 2561
นอกจากนี้ นายซัคเคอร์เบิร์กยังต้องยื่นรายงานเป็นรายไตรมาสต่อ FTC เพื่อแสดงว่าบริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายรักษาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งาน รวมทั้งให้การรับรองเป็นรายปีต่อการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037098
tuinui
04 กันยายน 2019, 12:45:47 น.
นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตันยังคงยืนยันว่า เฟดไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แม้มีความตึงเครียดด้านการค้า และความวิตกด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐก็ตาม

นายโรเซนเกรนเปิดเผยกับบรรดานักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนธุรกิจลีโอ เจ. มีฮาน แห่งวิทยาลัยสโตนฮิลล์ คอลเลจในอีสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ว่า "ตราบใดที่เรายังเห็นว่าการบริโภคและการจ้างงานค่อนข้างแข็งแกร่ง ผมก็แทบไม่มีความกังวล"

นายโรเซนเกรนกล่าวว่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2.00-2.25% เฟดจึงมีโอกาสจำกัดที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกก่อนถึงระดับต่ำสุดที่ 0%

นายโรเซนเกรนกล่าวว่า เขาไม่ต้องการที่จะใช้โอกาสที่มีค่าในเวลาที่เขาคิดว่า ระดับราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ และตลาดแรงงานค่อนข้างตึงตัว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037087
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
นายเอริค โรเซนเกรน ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาบอสตันยังคงยืนยันว่า เฟดไม่จำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก แม้มีความตึงเครียดด้านการค้า และความวิตกด้านภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐก็ตาม

นายโรเซนเกรนเปิดเผยกับบรรดานักเรียนและอาจารย์ของโรงเรียนธุรกิจลีโอ เจ. มีฮาน แห่งวิทยาลัยสโตนฮิลล์ คอลเลจในอีสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ว่า "ตราบใดที่เรายังเห็นว่าการบริโภคและการจ้างงานค่อนข้างแข็งแกร่ง ผมก็แทบไม่มีความกังวล"

นายโรเซนเกรนกล่าวว่า เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 2.00-2.25% เฟดจึงมีโอกาสจำกัดที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกก่อนถึงระดับต่ำสุดที่ 0%

นายโรเซนเกรนกล่าวว่า เขาไม่ต้องการที่จะใช้โอกาสที่มีค่าในเวลาที่เขาคิดว่า ระดับราคาค่อนข้างมีเสถียรภาพ และตลาดแรงงานค่อนข้างตึงตัว

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037087
tuinui
04 กันยายน 2019, 20:30:12 น.
ดัชนีหั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ทะยานกว่า 3% รับข่าวผู้บริหารฮ่องกงเตรียมถอดร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ดัชนีหั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันนี้ (4 ก.ย.) หลังจากหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนา มอร์นิง โพสต์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า นางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารเกาะฮ่องกงเตรียมถอดร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนออกจากการเสนอให้ครม.ลงมติรับรองอย่างเป็นทางการ โดยร่างกฏหมายนี้่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อนานกว่า2เดือนและเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจปราบจลาจลเป็นระยะๆ

การแก้ไขกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้จะเปิดโอกาสให้ทางการจีน ไต้หวัน และมาเก๊า ร้องขอการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กรณีมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาต่าง ๆ เช่น ฆาตกรรมและข่มขืน จากนั้นมีการพิจารณาการร้องขอเป็นรายกรณี

ข้อเสนอล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ ชายฮ่องกงวัย 19 ปี ถูกกล่าวหาว่าสังหารแฟนสาววัย 20 ปีที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ขณะที่พวกเขาเดินทางไปเที่ยวไต้หวันด้วยกันในเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว ชายคนดังกล่าวได้หนีออกจากไต้หวัน กลับไปยังฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว

ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารฮ่องกง ตัดสินใจพักการนำร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ หลังจากที่พยายามผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวในสภานิติบัญญัติ จนทำให้เกิดรอยร้าว ประชาชนทุกสาขาอาชีพลุกฮือเดินขบวนประท้วงนานกว่า 2 เดือน

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
ดัชนีหั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ทะยานกว่า 3% รับข่าวผู้บริหารฮ่องกงเตรียมถอดร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ดัชนีหั่งเส็ง ตลาดหุ้นฮ่องกง ปรับตัวขึ้นกว่า 3% ในการซื้อขายช่วงบ่ายของวันนี้ (4 ก.ย.) หลังจากหนังสือพิมพ์เซาท์ไชนา มอร์นิง โพสต์ รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวใกล้ชิดว่า นางแคร์รี หล่ำ ผู้บริหารเกาะฮ่องกงเตรียมถอดร่างกฏหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนออกจากการเสนอให้ครม.ลงมติรับรองอย่างเป็นทางการ โดยร่างกฏหมายนี้่เป็นต้นเหตุทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อนานกว่า2เดือนและเกิดการปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมและตำรวจปราบจลาจลเป็นระยะๆ

การแก้ไขกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนนี้จะเปิดโอกาสให้ทางการจีน ไต้หวัน และมาเก๊า ร้องขอการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน กรณีมีผู้ต้องสงสัยที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาต่าง ๆ เช่น ฆาตกรรมและข่มขืน จากนั้นมีการพิจารณาการร้องขอเป็นรายกรณี

ข้อเสนอล่าสุดเกิดขึ้นหลังจากที่ ชายฮ่องกงวัย 19 ปี ถูกกล่าวหาว่าสังหารแฟนสาววัย 20 ปีที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ขณะที่พวกเขาเดินทางไปเที่ยวไต้หวันด้วยกันในเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว ชายคนดังกล่าวได้หนีออกจากไต้หวัน กลับไปยังฮ่องกงเมื่อปีที่แล้ว

ที่ผ่านมา คณะผู้บริหารฮ่องกง ตัดสินใจพักการนำร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปจีนกลับเข้าสู่การพิจารณาของสภานิติบัญญัติ หลังจากที่พยายามผลักดันร่างกฎหมายดังกล่าวในสภานิติบัญญัติ จนทำให้เกิดรอยร้าว ประชาชนทุกสาขาอาชีพลุกฮือเดินขบวนประท้วงนานกว่า 2 เดือน

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
04 กันยายน 2019, 20:30:53 น.
รายงานจากองค์การสหประชาติ (ยูเอ็น)ระบุว่า เนื่องจากอังกฤษมีกำหนดออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในระยะเวลาอันใกล้นี้ อังกฤษควรต้องเร่งทำข้อตกลงทวิภาคีกับชาติอื่นๆที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศในอียูเพื่อให้อังกฤษยังสามารถเข้าถึงตลาดต่างๆได้

รายงานของอังค์ถัด ระบุว่า หากอังกฤษไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเหล่านี้ได้ทันวันที่ 31 ต.ค. อังกฤษจะสูญเสียมูลค่าการส่งออกเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกาย ยานยนต์ และอาหารสำเร็จรูป อาจต้องรับภาระจากภาษีที่เพิ่มขึ้น

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่อียูได้บรรลุข้อตกลงกับพันธมิตรหลากหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ระบุว่า หากข้อตกลงเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงของอังกฤษ อาจส่งผลให้อังกฤษสูญเสียมูลค่าการส่งออกมากขึ้น

รายงานยังระบุด้วยว่า การแยกตัวออกจากอียูโดยปราศจากข้อตกลงจะส่งผลให้อังกฤษสูญเสียมูลค่าการส่งออกอย่างน้อย 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 7% ของยอดการส่งออกไปยังอียู โดยคาดว่าสินค้าที่อังกฤษจะสูญเสียในตลาดอียูนั้น จะเป็นยานยนต์ (5 พันล้านดอลลาร์), สินค้าสำหรับสัตว์ (2 พันล้านดอลลาร์) เครื่องแต่งกายและผ้า (2 พันล้านดอลลาร์)

ที่มา bangkokbiznews
04 กันยายน 2019, 20:30:53 น.
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
รายงานจากองค์การสหประชาติ (ยูเอ็น)ระบุว่า เนื่องจากอังกฤษมีกำหนดออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ในระยะเวลาอันใกล้นี้ อังกฤษควรต้องเร่งทำข้อตกลงทวิภาคีกับชาติอื่นๆที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศในอียูเพื่อให้อังกฤษยังสามารถเข้าถึงตลาดต่างๆได้

รายงานของอังค์ถัด ระบุว่า หากอังกฤษไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเหล่านี้ได้ทันวันที่ 31 ต.ค. อังกฤษจะสูญเสียมูลค่าการส่งออกเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์ โดยสินค้าจำพวกเครื่องแต่งกาย ยานยนต์ และอาหารสำเร็จรูป อาจต้องรับภาระจากภาษีที่เพิ่มขึ้น

รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังจากที่อียูได้บรรลุข้อตกลงกับพันธมิตรหลากหลายประเทศ อาทิ เวียดนาม และกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศในภูมิภาคอเมริกาใต้ระบุว่า หากข้อตกลงเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับข้อตกลงของอังกฤษ อาจส่งผลให้อังกฤษสูญเสียมูลค่าการส่งออกมากขึ้น

รายงานยังระบุด้วยว่า การแยกตัวออกจากอียูโดยปราศจากข้อตกลงจะส่งผลให้อังกฤษสูญเสียมูลค่าการส่งออกอย่างน้อย 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วน 7% ของยอดการส่งออกไปยังอียู โดยคาดว่าสินค้าที่อังกฤษจะสูญเสียในตลาดอียูนั้น จะเป็นยานยนต์ (5 พันล้านดอลลาร์), สินค้าสำหรับสัตว์ (2 พันล้านดอลลาร์) เครื่องแต่งกายและผ้า (2 พันล้านดอลลาร์)

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
04 กันยายน 2019, 20:44:08 น.
ตัวแทนจากงานประชุมผู้นำธุรกิจสหราชอาณาจักรและจีนซึ่งจัดขึ้นในลอนดอน เปิดเผยว่า จีนและสหราชอาณาจักรยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าไว้อย่างแนบแน่น และจะยังคงความร่วมมือไว้ก่อนที่จะถึงกำหนดการที่อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

นายเปา หลิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของสถานทูตจีนในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า "ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหราชอาณาจักรยังคงมีแนวโน้มที่ดีและมีเสถียรภาพ และเป็นสิ่งสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา"

นายเปากล่าวว่า "ความร่วมมือทางการเงินนั้นเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าเสมอมา และประสบความสำเร็จอย่างสูง"

ขณะที่นายอัลเดอร์แมน ปีเตอร์ เอสต์ลิน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกล่าวว่า "สหราชอาณาจักรและจีนพอใจกับความร่วมมือกันมาเป็นเวลาหลายปี ความสัมพันธ์ของเรานั้นยืนยาว ผ่านการทดสอบมายาวนาน และมีความไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้ง"

"ใครก็ตามที่ทำธุรกิจระหว่างจีนกับสหราชอาณาจักรจะสังเกตว่าทั้ง 2 ประเทศของเราเหมาะสมกันดีอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นสัญลักษณ์ จากการที่จีนเปิดประเทศ เราทั้งสองประเทศจะอยู่เพื่อช่วยเหลือให้กันและกันขยายตัวขึ้นไปอีก"

ทางด้านจอห์น เกล็น รัฐมนตรีเศรษฐกิจอังกฤษ กล่าวว่า กรุงลอนดอนไม่ใช่และไม่เคยเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศูนย์กลางการเงินโลกมาโดยตลอด

"ความร่วมมือระหว่างจีนกับสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งในโลกขณะนี้ แต่ยังเป็นโอกาสที่รอสหราชอาณาจักรอยู่ นอกเหนือจาก Brexit" นายเกล็นกล่าว สำนักข่าวซินหัวรายงาน

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037249
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
ตัวแทนจากงานประชุมผู้นำธุรกิจสหราชอาณาจักรและจีนซึ่งจัดขึ้นในลอนดอน เปิดเผยว่า จีนและสหราชอาณาจักรยังคงรักษาความสัมพันธ์ทางการค้าไว้อย่างแนบแน่น และจะยังคงความร่วมมือไว้ก่อนที่จะถึงกำหนดการที่อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (Brexit)

นายเปา หลิง อัครราชทูตที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจและการพาณิชย์ของสถานทูตจีนในสหราชอาณาจักรกล่าวว่า "ในไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหราชอาณาจักรยังคงมีแนวโน้มที่ดีและมีเสถียรภาพ และเป็นสิ่งสร้างความมั่นคงและขับเคลื่อนความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา"

นายเปากล่าวว่า "ความร่วมมือทางการเงินนั้นเป็นส่วนสำคัญของความสัมพันธ์ทางการค้าเสมอมา และประสบความสำเร็จอย่างสูง"

ขณะที่นายอัลเดอร์แมน ปีเตอร์ เอสต์ลิน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอนกล่าวว่า "สหราชอาณาจักรและจีนพอใจกับความร่วมมือกันมาเป็นเวลาหลายปี ความสัมพันธ์ของเรานั้นยืนยาว ผ่านการทดสอบมายาวนาน และมีความไว้วางใจกันอย่างลึกซึ้ง"

"ใครก็ตามที่ทำธุรกิจระหว่างจีนกับสหราชอาณาจักรจะสังเกตว่าทั้ง 2 ประเทศของเราเหมาะสมกันดีอย่างเป็นธรรมชาติและเป็นสัญลักษณ์ จากการที่จีนเปิดประเทศ เราทั้งสองประเทศจะอยู่เพื่อช่วยเหลือให้กันและกันขยายตัวขึ้นไปอีก"

ทางด้านจอห์น เกล็น รัฐมนตรีเศรษฐกิจอังกฤษ กล่าวว่า กรุงลอนดอนไม่ใช่และไม่เคยเป็นศูนย์กลางการเงินของยุโรปเพียงอย่างเดียว แต่เป็นศูนย์กลางการเงินโลกมาโดยตลอด

"ความร่วมมือระหว่างจีนกับสหราชอาณาจักรไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์ของความแข็งแกร่งในโลกขณะนี้ แต่ยังเป็นโอกาสที่รอสหราชอาณาจักรอยู่ นอกเหนือจาก Brexit" นายเกล็นกล่าว สำนักข่าวซินหัวรายงาน

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037249
tuinui
04 กันยายน 2019, 20:44:20 น.
สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2562 ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และดีกว่าไตรมาส 1 ซึ่งมีการขยายตัว 0.4%

หากเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 2 ของออสเตรเลียขยายตัว 1.4% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ซึ่งมีการขยายตัว 1.8%

-- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนส.ค.ของจีน ซึ่งมาร์กิตจัดทำร่วมกับไฉซิน อยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 51.6 ในเดือนก.ค.

-- บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า บริษัทมีสัญญาบริการในเชิงพาณิชย์สำหรับระบบ 5G อยู่ในมือมากกว่า 50 สัญญา แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากการถูกบล็อคในตลาดสำคัญ ๆ รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่หัวเว่ยเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้น ส่งผลให้หัวเว่ยกลายมาเป็นอันดับ 1 ในแง่ของการถือครองสัญญาให้บริการ 5G แซงหน้าคู่แข่งอย่าง โนเกียและอีริคสัน ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีสัญญาให้บริการ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศต่างๆอยู่ 45 และ 25 สัญญา ตามลำดับ

-- นางศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมออกกฎหมายที่จะทำให้บริษัทเทคโนโลยี อาทิ อัลฟาเบท อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล และบริษัทอเมซอน ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

สำนักคณะรัฐมนตรีเปิดเผยแถลงการณ์ของนางอินทราวาตีระบุว่า บริษัทเหล่านั้นจะได้รับการพิจารณาให้จ่าย VAT ในอินโดนีเซีย โดยไม่คำนึงว่าบริษัทเหล่านั้นจะมีสำนักงานอยู่ในอินโดนีเซียหรือไม่ก็ตาม

-- หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เตรียมประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งถือเป็นการตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักๆของกลุ่มผู้ประท้วง

การตัดสินใจดังกล่าวบ่งชี้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลฮ่องกงต้องยอมทำตามข้อตกลง 1 ใน 5 ข้อของกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากผู้ประท้วงได้ปักหลักชุมนุมตามท้องถนนในช่วง 13 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกดดันให้นางลัมลาออก และเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงด้วย

-- ไอเอชเอส มาร์กิต รายงานในวันนี้ว่า กิจกรรมภาคธุรกิจของฮ่องกงร่วงหนักในเดือนส.ค. ลงมาแตะที่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุประท้วงที่ยืดเยื้อและรุนแรง

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของฮ่องกงร่วงลงแตะ 40.8 ในเดือนส.ค. จากระดับ 43.8 ในเดือนก.ค. บ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคเอกชนหดตัวลงมากขึ้น ทำสถิติย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2552

นายเบอร์นาร์ด อาว หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอชเอส มาร์กิต ระบุว่า ตัวเลข PMI ล่าสุดเป็นรองเพียงสถิติที่เกิดขึ้นในช่วงที่โรคซาร์สแพร่ระบาดในปี 2546 และช่วงวิกฤตการเงินปี 2551

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037342
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
สำนักงานสถิติแห่งชาติออสเตรเลีย (ABS) รายงานในวันนี้ว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2562 ขยายตัว 0.5% เมื่อเทียบเป็นรายไตรมาส ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ และดีกว่าไตรมาส 1 ซึ่งมีการขยายตัว 0.4%

หากเทียบเป็นรายปี GDP ไตรมาส 2 ของออสเตรเลียขยายตัว 1.4% ซึ่งสอดคล้องกับตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ แต่ชะลอตัวลงจากไตรมาส 1 ซึ่งมีการขยายตัว 1.8%

-- ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการเดือนส.ค.ของจีน ซึ่งมาร์กิตจัดทำร่วมกับไฉซิน อยู่ที่ระดับ 52.1 ซึ่งเพิ่มขึ้นจากระดับ 51.6 ในเดือนก.ค.

-- บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ เปิดเผยว่า บริษัทมีสัญญาบริการในเชิงพาณิชย์สำหรับระบบ 5G อยู่ในมือมากกว่า 50 สัญญา แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากการถูกบล็อคในตลาดสำคัญ ๆ รวมถึงแรงกดดันจากสหรัฐมาอย่างต่อเนื่อง

ตัวเลขดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุดที่หัวเว่ยเผยแพร่ต่อสาธารณะนั้น ส่งผลให้หัวเว่ยกลายมาเป็นอันดับ 1 ในแง่ของการถือครองสัญญาให้บริการ 5G แซงหน้าคู่แข่งอย่าง โนเกียและอีริคสัน ซึ่งจากข้อมูลพบว่ามีสัญญาให้บริการ 5G กับผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศต่างๆอยู่ 45 และ 25 สัญญา ตามลำดับ

-- นางศรี มุลยานี อินทราวาตี รัฐมนตรีคลังอินโดนีเซียเปิดเผยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเตรียมออกกฎหมายที่จะทำให้บริษัทเทคโนโลยี อาทิ อัลฟาเบท อิงค์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกูเกิล และบริษัทอเมซอน ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)

สำนักคณะรัฐมนตรีเปิดเผยแถลงการณ์ของนางอินทราวาตีระบุว่า บริษัทเหล่านั้นจะได้รับการพิจารณาให้จ่าย VAT ในอินโดนีเซีย โดยไม่คำนึงว่าบริษัทเหล่านั้นจะมีสำนักงานอยู่ในอินโดนีเซียหรือไม่ก็ตาม

-- หนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่า มอร์นิ่ง โพสต์ รายงานว่า นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง เตรียมประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายวันนี้ ซึ่งถือเป็นการตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักๆของกลุ่มผู้ประท้วง

การตัดสินใจดังกล่าวบ่งชี้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลฮ่องกงต้องยอมทำตามข้อตกลง 1 ใน 5 ข้อของกลุ่มผู้ประท้วง หลังจากผู้ประท้วงได้ปักหลักชุมนุมตามท้องถนนในช่วง 13 สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งไม่เพียงมีเป้าหมายเพื่อต่อต้านร่างกฎหมายดังกล่าวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการกดดันให้นางลัมลาออก และเรียกร้องประชาธิปไตยในฮ่องกงด้วย

-- ไอเอชเอส มาร์กิต รายงานในวันนี้ว่า กิจกรรมภาคธุรกิจของฮ่องกงร่วงหนักในเดือนส.ค. ลงมาแตะที่ใกล้ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเหตุประท้วงที่ยืดเยื้อและรุนแรง

ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ของฮ่องกงร่วงลงแตะ 40.8 ในเดือนส.ค. จากระดับ 43.8 ในเดือนก.ค. บ่งชี้ว่ากิจกรรมในภาคเอกชนหดตัวลงมากขึ้น ทำสถิติย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.พ. 2552

นายเบอร์นาร์ด อาว หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอชเอส มาร์กิต ระบุว่า ตัวเลข PMI ล่าสุดเป็นรองเพียงสถิติที่เกิดขึ้นในช่วงที่โรคซาร์สแพร่ระบาดในปี 2546 และช่วงวิกฤตการเงินปี 2551

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037342
tuinui
05 กันยายน 2019, 09:12:32 น.
สภาสามัญชนของอังกฤษอนุมัติร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลงด้วยคะแนนเสียง 327 ต่อ 299 เสียง

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกดดันให้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี ร้องขอต่อสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวของอังกฤษออกจากอียูเป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมวันที่ 31 ต.ค.นี้ หากนายจอห์นสันไม่สามารถยื่นข้อตกลงเบร็กซิทฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ต.ค.

ที่ผ่านมา นายจอห์นสันยืนยันว่า อังกฤษจะแยกตัวออกจากอียูในวันที่ 31 ต.ค.แม้ไม่มีการทำข้อตกลงก็ตาม และเขาจะไม่ขอให้อียูเลื่อนกำหนดเบร็กซิทออกไปอีก ซึ่งถ้าหากสมาชิกรัฐสภาเรียกร้องให้มีการขยายเส้นตายเบร็กซิทออกไป ก็จะเป็นการทำลายจุดยืนของอังกฤษในการเจรจากับอียู

ในขั้นตอนต่อไป สภาสามัญชนจะยื่นร่างกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาขุนนางต่อไป

นายจอห์นสันขู่ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะยื่นญัตติเพื่อให้มีการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. หากรัฐสภาอนุมัติร่างกฎหมายสกัดแผนเบร็กซิทโดยไม่มีข้อตกลงในวันนี้แต่ญัตติดังกล่าวของนายจอห์นสันจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาถึง 434 เสียง หรือ 2 ใน 3 จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 650 เสียง

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
สภาสามัญชนของอังกฤษอนุมัติร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลงด้วยคะแนนเสียง 327 ต่อ 299 เสียง

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกดดันให้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี ร้องขอต่อสหภาพยุโรป (อียู) เพื่อขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวของอังกฤษออกจากอียูเป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมวันที่ 31 ต.ค.นี้ หากนายจอห์นสันไม่สามารถยื่นข้อตกลงเบร็กซิทฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ต.ค.

ที่ผ่านมา นายจอห์นสันยืนยันว่า อังกฤษจะแยกตัวออกจากอียูในวันที่ 31 ต.ค.แม้ไม่มีการทำข้อตกลงก็ตาม และเขาจะไม่ขอให้อียูเลื่อนกำหนดเบร็กซิทออกไปอีก ซึ่งถ้าหากสมาชิกรัฐสภาเรียกร้องให้มีการขยายเส้นตายเบร็กซิทออกไป ก็จะเป็นการทำลายจุดยืนของอังกฤษในการเจรจากับอียู

ในขั้นตอนต่อไป สภาสามัญชนจะยื่นร่างกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติในวันนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาขุนนางต่อไป

นายจอห์นสันขู่ก่อนหน้านี้ว่า เขาจะยื่นญัตติเพื่อให้มีการยุบสภา และจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค. หากรัฐสภาอนุมัติร่างกฎหมายสกัดแผนเบร็กซิทโดยไม่มีข้อตกลงในวันนี้แต่ญัตติดังกล่าวของนายจอห์นสันจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาถึง 434 เสียง หรือ 2 ใน 3 จากจำนวนสมาชิกทั้งหมด 650 เสียง

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
05 กันยายน 2019, 09:13:05 น.
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันพุธ(4ก.ย.)ทะยาน4.3% ขานรับข้อมูลภาคบริการที่แข็งแกร่งของจีน หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนต.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 1.3% ปิดตลาดที่ราคา 56.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้่ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 4.14% ปิดที่ราคา 60.66 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ ภาคบริการของจีนมีการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือนในเดือนส.ค. ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ดีดตัวขึ้น และการจ้างงานแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยจีนนับเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดตลาดวันพุธ(4ก.ย.)ทะยาน4.3% ขานรับข้อมูลภาคบริการที่แข็งแกร่งของจีน หลังจากที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงติดต่อกัน 3 วัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนต.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น 1.3% ปิดตลาดที่ราคา 56.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้่ำมันดิบเบรนท์ เพิ่มขึ้น 4.14% ปิดที่ราคา 60.66 ดอลลาร์/บาร์เรล

ทั้งนี้ ภาคบริการของจีนมีการขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือนในเดือนส.ค. ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ดีดตัวขึ้น และการจ้างงานแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี โดยจีนนับเป็นประเทศที่นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก และเป็นประเทศผู้บริโภคน้ำมันมากเป็นอันดับ 2 ของโลก

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
05 กันยายน 2019, 09:13:58 น.
ราคาทองคำฟิวเจอร์ ปิดตลาดวันพุธ(4ก.ย.)ปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่าลงและความกังวลต่อเศรษฐกิจ

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนธ.ค. ปรับตัวขึ้น 4.50 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,560.40 ดอลลาร์/ออนซ์

ทั้งนี้ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตสหรัฐหดตัวลงในเดือนส.ค.

ล่าสุด เครื่องมือเฟดวอทช์ ของซีเอ็มอี กรุ๊ป บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 92.7% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย. ขณะที่ 7.3% คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50%

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
ราคาทองคำฟิวเจอร์ ปิดตลาดวันพุธ(4ก.ย.)ปรับตัวขึ้น โดยได้แรงหนุนจากดอลลาร์อ่อนค่าลงและความกังวลต่อเศรษฐกิจ

สัญญาทองคำตลาดโคเม็กซ์ ส่งมอบเดือนธ.ค. ปรับตัวขึ้น 4.50 ดอลลาร์ ปิดที่ 1,560.40 ดอลลาร์/ออนซ์

ทั้งนี้ ตลาดการเงินคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในเดือนนี้ หลังการเปิดเผยภาคการผลิตสหรัฐหดตัวลงในเดือนส.ค.

ล่าสุด เครื่องมือเฟดวอทช์ ของซีเอ็มอี กรุ๊ป บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดการณ์ว่า มีโอกาส 92.7% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมนโยบายการเงินในวันที่ 17-18 ก.ย. ขณะที่ 7.3% คาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.50%

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
05 กันยายน 2019, 15:20:28 น.
เพราะการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปในช่วงที่ยังไม่จำเป็น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิผลเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาถึงจริง

บรรดานักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากวิตกกังวลว่า ธนาคารกลางหลายประเทศอาจทำอะไรไม่ได้มากนักในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของโลกอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังโถมทับเข้ามาหลายด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ปัญหาเบร็กซิท และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรป

ทั้งนี้ เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป เริ่มส่งสัญญาณถึงการหดตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ลดลง ส่วนเดือนส.ค. กิจกรรมการผลิตทางอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ส่วนในอังกฤษ ปัญหายืดเยื้อและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเบร็กซิท เป็นผลให้การผลิตทางอุตสาหกรรมของอังกฤษหดตัวในอัตรามากที่สุดในรอบ 7 ปีเมื่อเดือนส.ค.

ส่วนผู้ประกอบการในสหรัฐ เริ่มปลดลดคนงานเพื่อเตรียมรับมือกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า และสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐทวีตกว่า 30 ครั้งให้ระบบธนาคารกลางของสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และระบบธนาคารกลางสหรัฐ มีกำหนดจะประชุมด้านนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 18 ก.ย.นี้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้จะเป็นเรื่องผิดพลาด เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้แม้จะมีดัชนีบ่งชี้บางอย่างที่ทำให้น่ากังวล แต่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในสหรัฐนั้นค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว และอัตราการว่างงานรวมทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ยังเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายของระบบธนาคารกลางสหรัฐจึงต้องชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อนจนกว่าจะมีสัญญาณของปัญหาเศรษฐกิจที่ชัดเจน

เพราะการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปในช่วงที่ยังไม่จำเป็น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิผลเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาถึงจริง

แต่จากเงื่อนไขและสภาพเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์รวมทั้งผู้บริหารธนาคารกลางของหลายประเทศ เริ่มกังวลว่าเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยในยุโรปและญี่ปุ่นขณะนี้ต่ำจนอยู่ในแดนลบอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ปัญหาเรื้อรังอีกด้านหนึ่งของหลายประเทศในขณะนี้ คือ หนี้สาธารณะ หรือหนี้ภาครัฐ ที่เป็นภาระหนักของรัฐบาลหลายประเทศจากการออกพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ภาระหนี้ที่ว่านี้หากมีสัดส่วนมากเกินไป และไม่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ จะส่งผลให้ค่าเงินตราของประเทศนั้นตกต่ำลงและสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจซ้ำสองได้

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
เพราะการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปในช่วงที่ยังไม่จำเป็น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิผลเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาถึงจริง

บรรดานักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากวิตกกังวลว่า ธนาคารกลางหลายประเทศอาจทำอะไรไม่ได้มากนักในการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจซบเซา เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยของโลกอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว ประกอบกับปัญหาท้าทายทางเศรษฐกิจที่กำลังโถมทับเข้ามาหลายด้าน ทั้งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีน ปัญหาเบร็กซิท และการชะลอตัวของเศรษฐกิจในยุโรป

ทั้งนี้ เยอรมนี ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจแข็งแกร่งที่สุดในยุโรป เริ่มส่งสัญญาณถึงการหดตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานที่ลดลง ส่วนเดือนส.ค. กิจกรรมการผลิตทางอุตสาหกรรมโดยรวมของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หดตัวเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกัน ส่วนในอังกฤษ ปัญหายืดเยื้อและความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับเบร็กซิท เป็นผลให้การผลิตทางอุตสาหกรรมของอังกฤษหดตัวในอัตรามากที่สุดในรอบ 7 ปีเมื่อเดือนส.ค.

ส่วนผู้ประกอบการในสหรัฐ เริ่มปลดลดคนงานเพื่อเตรียมรับมือกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่คาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงปีหน้า และสี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐทวีตกว่า 30 ครั้งให้ระบบธนาคารกลางของสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และระบบธนาคารกลางสหรัฐ มีกำหนดจะประชุมด้านนโยบายครั้งต่อไปในวันที่ 18 ก.ย.นี้ เพื่อตัดสินใจเกี่ยวกับทิศทางของอัตราดอกเบี้ย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางสหรัฐ กล่าวว่า การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในขณะนี้จะเป็นเรื่องผิดพลาด เพราะเศรษฐกิจของสหรัฐขณะนี้แม้จะมีดัชนีบ่งชี้บางอย่างที่ทำให้น่ากังวล แต่อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในสหรัฐนั้นค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว และอัตราการว่างงานรวมทั้งการใช้จ่ายของผู้บริโภคก็ยังเป็นที่น่าพอใจ ดังนั้นผู้กำหนดนโยบายของระบบธนาคารกลางสหรัฐจึงต้องชะลอการลดอัตราดอกเบี้ยออกไปก่อนจนกว่าจะมีสัญญาณของปัญหาเศรษฐกิจที่ชัดเจน

เพราะการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยเร็วเกินไปในช่วงที่ยังไม่จำเป็น จะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐขาดเครื่องมือที่มีประสิทธิผลเมื่อภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาถึงจริง

แต่จากเงื่อนไขและสภาพเศรษฐกิจของโลกปัจจุบัน นักเศรษฐศาสตร์รวมทั้งผู้บริหารธนาคารกลางของหลายประเทศ เริ่มกังวลว่าเครื่องมือทางการเงินที่มีอยู่ เช่น การลดอัตราดอกเบี้ย อาจไม่เพียงพอที่จะช่วยฉุดเศรษฐกิจโลกให้ฟื้นตัวได้ เพราะอัตราดอกเบี้ยในยุโรปและญี่ปุ่นขณะนี้ต่ำจนอยู่ในแดนลบอยู่แล้ว

นอกจากนั้น ปัญหาเรื้อรังอีกด้านหนึ่งของหลายประเทศในขณะนี้ คือ หนี้สาธารณะ หรือหนี้ภาครัฐ ที่เป็นภาระหนักของรัฐบาลหลายประเทศจากการออกพันธบัตรมูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์เพื่อนำเงินมากระตุ้นเศรษฐกิจ ภาระหนี้ที่ว่านี้หากมีสัดส่วนมากเกินไป และไม่ช่วยเพิ่มผลผลิตทางเศรษฐกิจของประเทศ จะส่งผลให้ค่าเงินตราของประเทศนั้นตกต่ำลงและสร้างปัญหาทางเศรษฐกิจซ้ำสองได้

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
05 กันยายน 2019, 15:24:40 น.
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า แม้สงครามการค้ากับจีนจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจของจีน

“ผมจะบอกคุณให้ ถ้าผมไม่ทำอะไรกับจีนเลย ตลาดหุ้นของเราคงพุ่งขึ้นไปแล้วกว่าหมื่นจุดจากที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่มีความจำเป็นที่เราต้องทำเช่นนี้ เรื่องนี้เป็นอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม รวมทั้งพวกเขาด้วยที่คุมไม่ได้เหมือนกัน”ผู้นำสหรัฐ กล่าว

ปธน.ทรัมป์ กล่าวต่อไปว่า “แล้วเราจะได้เห็นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากพวกเขายอมกลับมาเจรจาการค้ากับเรา พวกเขาก็จะต้องยอมรับข้อเสนอของเราให้ได้ หรือถ้าพวกเขาจะไม่ยอม นั่นก็ไม่ได้เป็นอะไร”

การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ เผยแพร่รายงานระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้น จากการที่ปธน.ทรัมป์ขยันทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาเอง

รายงานระบุว่า “นับตั้งแต่ปี 2559 วันใดก็ตามที่ปธน.ทรัมป์ทวีตมากกว่า 35 ข้อความ (90%) ตลาดหุ้นจะมีผลตอบแทนเป็นลบ แต่ในวันที่ปธน.ทรัมป์ทวีตน้อยกว่า 5 ข้อความ (10 %) ผลตอบแทนจะเป็นบวก ซึ่งค่าทางสถิติถือว่ามีนัยสำคัญ”

“การเจรจาทางการค้า การรณรงค์ทางการเมือง และการทวีตของปธน.ทรัมป์ นับตั้งแต่เรื่องของจีน, นโยบายเฟด และนโยบายภาษี ได้ส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวน โดยการที่ปธน.ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีครั้งใหม่ในเดือนที่แล้วได้สร้างความเสี่ยงต่อการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของเราในปีนี้ที่ระดับ +2%/+7% และส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค” รายงานระบุ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการทวีตของปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการทำสงครามการค้ากับจีน หรือเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น แต่ดัชนีดาวโจนส์ได้ทะยานขึ้น 42% นับตั้งแต่ที่ปธน.ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพ.ย.2559 และพุ่งขึ้น 31% นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค.2560

ที่มา bangkokbiznews
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ กล่าวว่า แม้สงครามการค้ากับจีนจะทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงลงอย่างต่อเนื่อง แต่ที่เป็นเช่นนี้เพราะจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับแนวทางปฏิบัติทางเศรษฐกิจของจีน

“ผมจะบอกคุณให้ ถ้าผมไม่ทำอะไรกับจีนเลย ตลาดหุ้นของเราคงพุ่งขึ้นไปแล้วกว่าหมื่นจุดจากที่เป็นอยู่ตอนนี้ แต่มีความจำเป็นที่เราต้องทำเช่นนี้ เรื่องนี้เป็นอะไรที่อยู่เหนือการควบคุม รวมทั้งพวกเขาด้วยที่คุมไม่ได้เหมือนกัน”ผู้นำสหรัฐ กล่าว

ปธน.ทรัมป์ กล่าวต่อไปว่า “แล้วเราจะได้เห็นกันว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากพวกเขายอมกลับมาเจรจาการค้ากับเรา พวกเขาก็จะต้องยอมรับข้อเสนอของเราให้ได้ หรือถ้าพวกเขาจะไม่ยอม นั่นก็ไม่ได้เป็นอะไร”

การแสดงความเห็นดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่แบงก์ ออฟ อเมริกา เมอร์ริล ลินช์ เผยแพร่รายงานระบุถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตลาดหุ้น จากการที่ปธน.ทรัมป์ขยันทวีตข้อความลงบนทวิตเตอร์ส่วนตัวของเขาเอง

รายงานระบุว่า “นับตั้งแต่ปี 2559 วันใดก็ตามที่ปธน.ทรัมป์ทวีตมากกว่า 35 ข้อความ (90%) ตลาดหุ้นจะมีผลตอบแทนเป็นลบ แต่ในวันที่ปธน.ทรัมป์ทวีตน้อยกว่า 5 ข้อความ (10 %) ผลตอบแทนจะเป็นบวก ซึ่งค่าทางสถิติถือว่ามีนัยสำคัญ”

“การเจรจาทางการค้า การรณรงค์ทางการเมือง และการทวีตของปธน.ทรัมป์ นับตั้งแต่เรื่องของจีน, นโยบายเฟด และนโยบายภาษี ได้ส่งผลให้ตลาดเกิดความผันผวน โดยการที่ปธน.ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีครั้งใหม่ในเดือนที่แล้วได้สร้างความเสี่ยงต่อการคาดการณ์กำไรต่อหุ้นของเราในปีนี้ที่ระดับ +2%/+7% และส่งผลกระทบทางอ้อมอย่างมีนัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภค” รายงานระบุ

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการทวีตของปธน.ทรัมป์เกี่ยวกับการทำสงครามการค้ากับจีน หรือเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น แต่ดัชนีดาวโจนส์ได้ทะยานขึ้น 42% นับตั้งแต่ที่ปธน.ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนพ.ย.2559 และพุ่งขึ้น 31% นับตั้งแต่เขาเข้ารับตำแหน่งในเดือนม.ค.2560

ที่มา bangkokbiznews
tuinui
05 กันยายน 2019, 15:32:22 น.
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น 237.45 จุด หรือ 0.91% เมื่อคืนนี้ (4 ก.ย.) ขานรับรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ "Beige Book" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลางและภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แม้เผชิญกับแรงกดดันจากนโยบายการค้าของรัฐบาลก็ตาม นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่เริ่มคลายความตึงเครียด รวมทั้งดัชนีภาคบริการของจีนที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือน

-- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ "Beige Book" เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจใน 8 เขตจากทั้งหมด 12 เขตที่ได้รับการสำรวจนั้น มีการขยายตัวเล็กน้อยจนถึงปานกลาง เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรก็ตาม

รายงานดังกล่าวระบุว่า ภาคการผลิตในเขตส่วนใหญ่ยังคงมีการขยายตัว แม้จะช้าลงบ้างก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และพลังงาน
"แม้มีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรที่ยังคงไม่แน่นอนในขณะนี้ แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้" รายงาน Beige Book ระบุ

-- สภาสามัญชนของอังกฤษให้การอนุมัติร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ "no-deal Brexit" ด้วยคะแนนเสียง 327 ต่อ 299 เสียง เมื่อวานนี้

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกดดันให้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี ร้องขอต่อสหภาพยุโรป (EU) เพื่อขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU เป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมวันที่ 31 ต.ค.นี้ หากนายจอห์นสันไม่สามารถยื่นข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ต.ค.

สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น สภาสามัญชนจะยื่นร่างกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติเมื่อวานนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาขุนนางต่อไป
-- สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาการค้าของจีนและสหรัฐ ได้เห็นพ้องร่วมกันในวันนี้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันอย่างจริงจังในการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปรึกษาหารือด้านการค้า

รายงานระบุว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งล่าสุดนี้ จีนและสหรัฐได้เห็นพ้องที่จะจัดการประชุมเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าในระดับสูงครั้งที่ 13 ในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้ ที่กรุงวอชิงตัน

-- ผู้ใช้งานเว็บไซต์ LIHKG ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของผู้ประท้วงในฮ่องกงนั้น ยังคงแสดงความไม่พอใจแม้นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ เนื่องจากการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียง 1 ใน 5 ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง และยังเหลืออีก 4 ข้อเรียกร้องที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเลือกผู้นำฮ่องกงด้วยตนเอง ไม่ผ่านการเสนอจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังมองว่า ฮ่องกงอาจใช้การประกาศถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการแสดงว่าทางรัฐบาลได้ยอมอ่อนข้อแล้ว แต่ผู้ประท้วงเป็นฝ่ายที่ก่อความรุนแรงไม่เลิก จนท้ายที่สุดทำให้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ต้องหาทางเข้ามาจัดการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังเมื่อวานนี้นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักๆของกลุ่มผู้ประท้วง

-- มาสเตอร์การ์ด บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลก เปิดเผยว่า กรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ของการเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกในปีที่แล้ว ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ 22.8 ล้านคนในปี 2561

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับเมืองที่คนทั่วโลกนิยมท่องเที่ยวมากที่สุด (Mastercard Global Destination Cities Index) พบว่า กรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ตามมาด้วยปารีส, ลอนดอน, ดูไบ, สิงคโปร์, กัวลาลัมเปอร์, นิวยอร์ก, อิสตันบูล, โตเกียว และเมืองอันทาลยาในตุรกี

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกรุงเทพฯส่วนใหญ่มาจากจีน รวมทั้งเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อินเดีย และสหราชอาณาจักร
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม และยังรวมถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
-- ราคาหุ้นของบริษัทสตาร์บัคส์ คอร์ป ดิ่งลงกว่า 3% เมื่อคืนนี้ หลังจากที่บริษัทคาดการณ์ตัวเลขกำไรในปีงบการเงิน 2563 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ สตาร์บัคส์คาดการณ์ว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นในปีงบการเงิน 2563 จะอยู่ในระดับต่ำกว่าแบบจำลองการเติบโตของบริษัทที่ระดับ 10%
นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังคาดการณ์ว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นในปีงบการเงิน 2562 จะอยู่ในช่วง 2.80-2.82 ดอลลาร์
-- จับตาข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ โดยออสเตรเลียเตรียมเปิดเผยดุลการค้าเดือนก.ค. ขณะที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนส.ค.จาก ADP, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค.

ส่วนในวันพรุ่งนี้ เยอรมนีเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. อียูเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) และสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037556
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้น 237.45 จุด หรือ 0.91% เมื่อคืนนี้ (4 ก.ย.) ขานรับรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจ หรือ "Beige Book" ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งระบุว่า เศรษฐกิจมีการขยายตัวปานกลางและภาคธุรกิจยังคงมีมุมมองบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ แม้เผชิญกับแรงกดดันจากนโยบายการค้าของรัฐบาลก็ตาม นอกจากนี้ ตลาดยังได้รับปัจจัยหนุนจากสถานการณ์ในฮ่องกงที่เริ่มคลายความตึงเครียด รวมทั้งดัชนีภาคบริการของจีนที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 3 เดือน

-- ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจทั้ง 12 เขต หรือ "Beige Book" เมื่อวานนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจใน 8 เขตจากทั้งหมด 12 เขตที่ได้รับการสำรวจนั้น มีการขยายตัวเล็กน้อยจนถึงปานกลาง เนื่องจากภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรก็ตาม

รายงานดังกล่าวระบุว่า ภาคการผลิตในเขตส่วนใหญ่ยังคงมีการขยายตัว แม้จะช้าลงบ้างก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์และพลังงาน
"แม้มีความกังวลเกี่ยวกับนโยบายการค้าและภาษีศุลกากรที่ยังคงไม่แน่นอนในขณะนี้ แต่ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังคงมีมุมมองเป็นบวกต่อแนวโน้มเศรษฐกิจในระยะใกล้นี้" รายงาน Beige Book ระบุ

-- สภาสามัญชนของอังกฤษให้การอนุมัติร่างกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรปโดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ "no-deal Brexit" ด้วยคะแนนเสียง 327 ต่อ 299 เสียง เมื่อวานนี้

ร่างกฎหมายดังกล่าวจะเป็นการกดดันให้นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรี ร้องขอต่อสหภาพยุโรป (EU) เพื่อขยายกำหนดเส้นตายในการแยกตัวของอังกฤษออกจาก EU เป็นวันที่ 31 ม.ค.2563 จากเดิมวันที่ 31 ต.ค.นี้ หากนายจอห์นสันไม่สามารถยื่นข้อตกลง Brexit ฉบับใหม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา และได้รับการอนุมัติภายในวันที่ 31 ต.ค.

สำหรับขั้นตอนต่อไปนั้น สภาสามัญชนจะยื่นร่างกฎหมายที่ได้รับการอนุมัติเมื่อวานนี้ เข้าสู่การพิจารณาของสภาขุนนางต่อไป
-- สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจาการค้าของจีนและสหรัฐ ได้เห็นพ้องร่วมกันในวันนี้ว่า ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันอย่างจริงจังในการสร้างปัจจัยแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการปรึกษาหารือด้านการค้า

รายงานระบุว่า ในการสนทนาทางโทรศัพท์ครั้งล่าสุดนี้ จีนและสหรัฐได้เห็นพ้องที่จะจัดการประชุมเพื่อหารือด้านเศรษฐกิจและการค้าในระดับสูงครั้งที่ 13 ในช่วงต้นเดือนต.ค.นี้ ที่กรุงวอชิงตัน

-- ผู้ใช้งานเว็บไซต์ LIHKG ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มหลักของผู้ประท้วงในฮ่องกงนั้น ยังคงแสดงความไม่พอใจแม้นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อวานนี้ เนื่องจากการถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียง 1 ใน 5 ข้อเรียกร้องของกลุ่มผู้ประท้วง และยังเหลืออีก 4 ข้อเรียกร้องที่ยังไม่ได้รับการตอบสนอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิในการเลือกผู้นำฮ่องกงด้วยตนเอง ไม่ผ่านการเสนอจากรัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่

นอกจากนี้ ผู้ประท้วงยังมองว่า ฮ่องกงอาจใช้การประกาศถอนร่างกฎหมายดังกล่าวเป็นข้ออ้างในการแสดงว่าทางรัฐบาลได้ยอมอ่อนข้อแล้ว แต่ผู้ประท้วงเป็นฝ่ายที่ก่อความรุนแรงไม่เลิก จนท้ายที่สุดทำให้รัฐบาลจีนแผ่นดินใหญ่ต้องหาทางเข้ามาจัดการ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังเมื่อวานนี้นางแคร์รี ลัม ผู้ว่าการเขตปกครองพิเศษฮ่องกง ได้ประกาศการถอนร่างกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนไปยังประเทศจีนอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็นการตอบสนองหนึ่งในข้อเรียกร้องหลักๆของกลุ่มผู้ประท้วง

-- มาสเตอร์การ์ด บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินระดับโลก เปิดเผยว่า กรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ของการเป็นเมืองน่าท่องเที่ยวที่สุดในโลกในปีที่แล้ว ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศ 22.8 ล้านคนในปี 2561

ทั้งนี้ ผลการจัดอันดับเมืองที่คนทั่วโลกนิยมท่องเที่ยวมากที่สุด (Mastercard Global Destination Cities Index) พบว่า กรุงเทพฯยังคงครองอันดับ 1 ตามมาด้วยปารีส, ลอนดอน, ดูไบ, สิงคโปร์, กัวลาลัมเปอร์, นิวยอร์ก, อิสตันบูล, โตเกียว และเมืองอันทาลยาในตุรกี

นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังกรุงเทพฯส่วนใหญ่มาจากจีน รวมทั้งเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, อินเดีย และสหราชอาณาจักร
ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในกรุงเทพฯ ได้แก่ พระบรมมหาราชวัง และวัดอรุณราชวราราม และยังรวมถึงตลาดน้ำดำเนินสะดวก
-- ราคาหุ้นของบริษัทสตาร์บัคส์ คอร์ป ดิ่งลงกว่า 3% เมื่อคืนนี้ หลังจากที่บริษัทคาดการณ์ตัวเลขกำไรในปีงบการเงิน 2563 ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้

ทั้งนี้ สตาร์บัคส์คาดการณ์ว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นในปีงบการเงิน 2563 จะอยู่ในระดับต่ำกว่าแบบจำลองการเติบโตของบริษัทที่ระดับ 10%
นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังคาดการณ์ว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้นในปีงบการเงิน 2562 จะอยู่ในช่วง 2.80-2.82 ดอลลาร์
-- จับตาข้อมูลเศรษฐกิจในวันนี้ โดยออสเตรเลียเตรียมเปิดเผยดุลการค้าเดือนก.ค. ขณะที่สหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือนส.ค.จาก ADP, จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนส.ค.จากมาร์กิต, ดัชนีภาคบริการเดือนส.ค.จากสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐ (ISM) และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือนก.ค.

ส่วนในวันพรุ่งนี้ เยอรมนีเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนก.ค. อียูเปิดเผยผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 (ประมาณการครั้งสุดท้าย) และสหรัฐเปิดเผยตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือนส.ค.

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq29/3037556
tuinui
05 กันยายน 2019, 15:33:36 น.
นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประสบความล้มเหลวในความพยายามที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษได้สนับสนุนกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ "no-deal Brexit" เมื่อคืนนี้

ทั้งนี้ นายจอห์นสันประสบความล้มเหลวสำหรับกลยุทธ์ "do or die" เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ 2 ครั้งในสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้

ในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษนั้น นายจอห์นสันได้เสียงสนับสนุน 298 เสียงสำหรับการจัดเลือกตั้งใหม่ ขณะที่มีส.ส.คัดค้าน 56 เสียง แต่นายจอห์นสันก็ได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากส.ส.ไม่ถึง 2 ใน 3 ทำให้ความพยายามของเขาที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ ประสบความล้มเหลว

ทั้งนี้ นายจอห์นสันต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุนถึง 434 เสียง จึงจะประสบความสำเร็จในความพยายามที่จะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ในการเรียกร้องให้บรรดาส.ส.สนับสนุนการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค.นั้น นายจอห์นสันกล่าวว่า กฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ที่ผ่านการอนุมัติจากสภานั้น จะยุติการเจรจาต่อรองเรื่อง Brexit และส่งมอบการควบคุมให้กับสหภาพยุโรป (EU)

เขากล่าวกับบรรดาส.ส.ว่า "รัฐสภาได้ทำการลงมติเพื่อยุติ และ เพื่อระงับการเจรจาที่จริงจัง"
นายจอห์นสันกล่าวว่า จุดประสงค์ของการออกกฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ก็คือ เพื่อตัดสิทธิของชาวอังกฤษในการตัดสินใจว่า พวกเขาต้องการจะอยู่ใน EU นานเพียงใด และเพื่อส่งมอบการตัดสินใจไปให้กับ EU

ในการชี้แจงว่าเหตุใดเขาจึงต้องการให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปนั้น นายจอห์นสันกล่าวว่า การเลือกตั้งจะทำให้อังกฤษสามารถตัดสินได้ในตอนนี้ว่า จะให้นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือ จะให้ตัวเขา ไปเป็นผู้เจรจากับ EU

เขากล่าวเสริมว่า "ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมากที่ส.ส.ลงมติออกมาแบบนี้ ผมคิดว่า นี่เป็นการละทิ้งหน้าที่ครั้งใหญ่ของพวกเขา"
นายไนเจล อีแวนส์ ส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมได้กล่าวหาพรรคแรงงานว่ากลัวการเลือกตั้งทั่วไป หลังจากที่ใช้เวลาสองปีในการเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งขึ้นครั้งหนึ่ง

ส่วนนางแคโรลี ลูคาส ส.ส.พรรคกรีนระบุว่า การเสนอยุบสภาของนายจอห์นสันเป็นความสิ้นหวัง และเป็นการเหยียดหยามอย่างที่สุด
นางแอนนา ซูบรี อดีตส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมกล่าวว่า กฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ได้ถูกร่างขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ และไม่ใช่เพื่อยับยั้ง Brexit แต่เพื่อยับยั้งการไม่มีข้อตกลง

หลังจากการประกาศผลการลงมติ นายจอห์นสันได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน
นายจอห์นสันกล่าวว่า "นายคอร์บินได้กลายเป็นผู้นำคนแรกของพรรคฝ่ายค้านในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศเราที่ปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมการเลือกตั้ง"

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037597
tuinui Hero Member กระทู้: 4089
นายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีอังกฤษประสบความล้มเหลวในความพยายามที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ หลังจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษได้สนับสนุนกฎหมายป้องกันการแยกตัวของอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) โดยไม่มีการทำข้อตกลง หรือ "no-deal Brexit" เมื่อคืนนี้

ทั้งนี้ นายจอห์นสันประสบความล้มเหลวสำหรับกลยุทธ์ "do or die" เป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 24 ชั่วโมง หลังจากที่เขาพ่ายแพ้ 2 ครั้งในสภาผู้แทนราษฎรก่อนหน้านี้

ในการลงมติของสภาผู้แทนราษฎรอังกฤษนั้น นายจอห์นสันได้เสียงสนับสนุน 298 เสียงสำหรับการจัดเลือกตั้งใหม่ ขณะที่มีส.ส.คัดค้าน 56 เสียง แต่นายจอห์นสันก็ได้คะแนนเสียงสนับสนุนจากส.ส.ไม่ถึง 2 ใน 3 ทำให้ความพยายามของเขาที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ ประสบความล้มเหลว

ทั้งนี้ นายจอห์นสันต้องได้คะแนนเสียงสนับสนุนถึง 434 เสียง จึงจะประสบความสำเร็จในความพยายามที่จะยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่
ในการเรียกร้องให้บรรดาส.ส.สนับสนุนการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 15 ต.ค.นั้น นายจอห์นสันกล่าวว่า กฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ที่ผ่านการอนุมัติจากสภานั้น จะยุติการเจรจาต่อรองเรื่อง Brexit และส่งมอบการควบคุมให้กับสหภาพยุโรป (EU)

เขากล่าวกับบรรดาส.ส.ว่า "รัฐสภาได้ทำการลงมติเพื่อยุติ และ เพื่อระงับการเจรจาที่จริงจัง"
นายจอห์นสันกล่าวว่า จุดประสงค์ของการออกกฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ก็คือ เพื่อตัดสิทธิของชาวอังกฤษในการตัดสินใจว่า พวกเขาต้องการจะอยู่ใน EU นานเพียงใด และเพื่อส่งมอบการตัดสินใจไปให้กับ EU

ในการชี้แจงว่าเหตุใดเขาจึงต้องการให้จัดการเลือกตั้งทั่วไปนั้น นายจอห์นสันกล่าวว่า การเลือกตั้งจะทำให้อังกฤษสามารถตัดสินได้ในตอนนี้ว่า จะให้นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงานซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้าน หรือ จะให้ตัวเขา ไปเป็นผู้เจรจากับ EU

เขากล่าวเสริมว่า "ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมากที่ส.ส.ลงมติออกมาแบบนี้ ผมคิดว่า นี่เป็นการละทิ้งหน้าที่ครั้งใหญ่ของพวกเขา"
นายไนเจล อีแวนส์ ส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมได้กล่าวหาพรรคแรงงานว่ากลัวการเลือกตั้งทั่วไป หลังจากที่ใช้เวลาสองปีในการเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งขึ้นครั้งหนึ่ง

ส่วนนางแคโรลี ลูคาส ส.ส.พรรคกรีนระบุว่า การเสนอยุบสภาของนายจอห์นสันเป็นความสิ้นหวัง และเป็นการเหยียดหยามอย่างที่สุด
นางแอนนา ซูบรี อดีตส.ส.พรรคอนุรักษ์นิยมกล่าวว่า กฎหมายป้องกัน no-deal Brexit ได้ถูกร่างขึ้นอย่างระมัดระวังเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของประเทศ และไม่ใช่เพื่อยับยั้ง Brexit แต่เพื่อยับยั้งการไม่มีข้อตกลง

หลังจากการประกาศผลการลงมติ นายจอห์นสันได้กล่าววิพากษ์วิจารณ์นายเจเรมี คอร์บิน ผู้นำพรรคแรงงาน
นายจอห์นสันกล่าวว่า "นายคอร์บินได้กลายเป็นผู้นำคนแรกของพรรคฝ่ายค้านในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของประเทศเราที่ปฏิเสธคำเชิญเข้าร่วมการเลือกตั้ง"

อ่านต่อได้ที่ : https://www.ryt9.com/s/iq38/3037597
1 ... 29 30 31 32

Navigation



Who is online
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูบอร์ดนี้
banner
FBS